[ ปิดหน้าต่างนี้ ]

วันวิสาขบูชา ปีนี้ที่ตรงกับวันที่ 4 มิ.ย. 55

มหามงคล “ พุทธชยันตี ” 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

       สำหรับวันวิสาขบูชาในปีนี้ที่ตรงกับวันที่ 4 มิ.ย. 55 ถือเป็นปีที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นปีแห่งการครบ 2,600 ปี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อครั้งพระชนมายุ 35 พรรษา โดยทรงเผยแผ่พระธรรมคำสอนแก่มหาชนเป็นเวลารวมทั้งสิ้น 45 ปี กระทั่งทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน แล้วจึงเริ่มนับพุทธศักราชที่ 1 นับแต่นั้น จึงถือได้ว่า วันวิสาขบูชา ในปี 2555 นี้ เป็นปี “พุทธชยันตี” แห่งการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


         พุทธชยันตี หมายถึง “การครบรอบชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง” เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา เมื่อ 2,600 ปีก่อน ทำให้พระนามว่า สัมมาสัมพุทธ ปรากฏขึ้นในโลก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งหลักธรรม “อริยสัจ” (ความจริงอันประเสริฐ) ประกอบด้วย 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรจ มรรค คือ อันเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนิกชนได้มีพระธรรมเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิต

        เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาที่ตรงกับการครบรอบพุทธชยันตี 2,600 ปี ในปี 2555 นี้ ประเทศไทยได้มีการจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี : 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า” ขึ้น ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. – 2 มิ.ย. 55 ณ สถานที่สำคัญๆ 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา, ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน และที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม
 

   

 


วันวิสาขบูชา (VISAK DAY)
ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖
 

ความหมาย และความสำคัญ

...คำว่า " วิสาขบูชา " หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสาขปุรณมีบูชา " แปลว่า " การ
บูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของ
ไทย (มักจะตรงกับเดือน พฤษภาคม หรือมิถุนายน ) ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗

...วันวิสาขบูชา เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ
เดือนวิสาขะ ตรง กันทั้ง 3 คราว
 
 
 

วันประสูติของพระพุทธเจ้า

...พระพุทธเจ้าประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน อยู่ระหว่าง
กรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ คว้นสักกะ ( ปัจจุบันอยู่ใน
เมือง ลุมมินเด ประเทศเนปาล) เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับ
วันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เมื่อพระ
นางสิริมหามายา พระมเหสี ของพระเจ้าสุทโธทนะแห่ง
กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับ
พระบรมราชานุญาตจากพระสวามีให้แปรพระราชฐานไป
ประทับ ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครเดิมของพระนาง
เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยม ในสมัย
นั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวน
ลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น

  ...พอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน
ก็ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว

ทารกที่เห็นนั้นคือ เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งพอประสูติจากพระ
ครรภ์พระมารดา ก็ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้
๗ ก้าว เบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ พร้อมกับทรงยก
พระหัตถ์ขวา และเปล่งพระวาจา

" เราจะเป็นคนเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอ
เหมือนไม่มี ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่
ได้เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว "

...สตรีที่ยืนหันหลังให้ต้นไม้ใหญ่นั้น คือ พระมารดา พระ
หัตถ์ขวาของท่านเหนี่ยวกิ่งไม้ ต้นไม้ใหญ่นี้คือ ต้นสาละ
สถานที่ประสูตินี้ เรียกว่า "ลุมพินี" อยู่นอกเมืองกบิลพัสดุ์
เวลานี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล
...ในกาลนั้นเป็นมหามงคลมหุติฤกษ์ พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ประสูติจากมาตุคัพโภทรท้าวสุทธาวาส มหาพรหมทั้ง ๔ พระองค์
ทรงถือข่ายทองรับพระกายไว้ ขณะนั้นท่ออุทกธาราทั้งสองก็ไหลหลั่งลงมาจากอากาศ ท่อธารหนึ่งเป็นน้ำร้อน ท่อธารหนึ่งเป็นน้ำ
เย็น ตกลงมาโสรจสรงพระกาย พระกุมาร กับ พระราชมารดา
 

...พระกุมารเจ้า บ่ายพระพักตร์ไปทางอุตรทิศ เสด็จย่างพระบาทไปบนพื้นแผ่นทองอันท้าวจตุโลกบาท ถือรองรับไว้ได้ ๗
ก้าว แล้วทรงหยุดประทับยืนบนทิพยปทุมบุปฝาชาติ อันมีกลีบได้ ๑๐๐ กลีบ
 

...ภายหลังเจ้าชายราชกุมารผู้พระราชโอรสประสูติได้ ๕ วันแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้โปรดให้มีการทำพิธี
มงคล แก่พระราชกุมาร ๒ อย่าง คือ ขนานพระนาม และพยากรณ์พระลักษณะ ผู้ทำพิธีมงคลในการนี้ คือ พราหมณ์ มีทั้งหมด
๑๐๘ แต่พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่นี้จริง ๆ มีเพียง ๘ นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ พราหมณ์ทั้ง ๘ มีรายนามดังนี้

๑. รามพราหมณ์   ๒. ลักษณพราหมณ์
๓. ยัญญพราหมณ์   ๔. ธุชพราหมณ์
๕. โภชพราหมณ์   ๖. สุทัตตพราหมณ์
๗. สุยามพราหมณ์   ๘. โกณทัญญพราหมณ์

...ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า "เจ้าชายสิทธัตถะ" ซึ่งเป็นมงคลนาม มีความหมายสองนัย นัยหนึ่ง หมาย
ความว่า ผู้ทรงปรารถนาสิ่งใดจะสำเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์

...ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ออกบวช จนบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (ญาณอันประเสริฐสูงสุด) สำเร็จเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า จึงถือว่าวันนี้เป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้า

 
 

 
 

วันพระพุทธเจ้าตรัสรู้

เช้าวันตรัสรู้ นางสุชาดากับทาสี มาถวาย
ข้าวมธุปายาส โดยสำคัญว่าเป็นเทวดา

...พระองค์ทรงผนวชแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักเป็นระยะเวลา
๖ ปีจนได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
แคว้นมคธ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมือง พุทธคยา แคว้นพิหาร ประเทศอินเดีย)
เมื่อเช้ามืด วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อน พุทธศักราช ๔๕ ปี

...พระมหาบุรุษทรงบรรลุญาณที่หนึ่งในตอนปฐมยาม (ประมาณ
๓ ทุ่ม) ญาณที่หนึ่งเรียกว่า "บุพเพนิวาสานุสติญาณ" หมายถึง ความรู้แจ้ง
ถึงอดีตชาติหนหลังทั้งของตนและของคนอื่น

...มัชฌิมยาม (ประมาณเที่ยงคืน) ทรงบรรลุญาณที่สอง เรียกว่า
"จุตูปปาตญาณ" หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความจุติ คือ ดับและเกิดของสัตว์
โลก ตลอดถึงความแตกต่างกันที่เรียกว่า "กรรม"

...ปัจฉิมยาม (หลังเที่ยงคืนล่วงไปแล้ว) ทรงบรรลุญาณที่สาม คือ
"อาสวักขยญาณ" หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความสิ้นไปของกิเลส และ
อริยสัจ ๔ ความทุกข์ เหตุเกิดของความทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์

...การบรรลุญาณทั้งสามของพระมหาบุรุษนั้น เรียกว่า ตรัสรู้ความเป็น
พระพุทธเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นในคืน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หลังจากนี้ พระนามว่า
สิทธัตถะก็ดี พระโพธิสัตว์ก็ดี ที่เกิดใหม่ตอนก่อนตรัสรู้ว่า พระมหาบุรุษก็ดี
ได้กลายเป็นพระนามในอดีตหนหลัง เพราะตั้งแต่นี้ต่อไป ทรงมีพระนาม
ใหม่ว่า "อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า " แปลว่า พระผู้ตรัสรู้ธรรมเครื่องหลุดพ้น
จากกิเลสโดยชอบด้วยพระองค์เอง

...ณ ร่มพระศรีมหาโพธิบัลลังก์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา การตรัสรู้อริยสัจสี่ คือของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ของพระ
พุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน วันตรัสของพระพุทธเจ้า จึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่ให้เกิดมีพระ
พุทธเจ้าขึ้นในโลกชาวพุทธทั่วไป จึงเรียกวันวิสาขบูชาว่า วันพระพุทธ(เจ้า) อันมีประวัติว่า พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป
ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัยเรียกว่าการเข้า "ฌาน" เพื่อให้บรรลุ "ญาณ"

...ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้น พระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา
         ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ อริยสัจ ๔ หรือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่

     ๑. ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
     ๒. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
     ๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ และ
     ๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ 

         ทั้ง ๔ ข้อนี้ถือเป็นสัจธรรม เรียกว่า อริยสัจ เพราะเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าทรงค้นพบ เป็นสัจธรรมชั้นสูง ประเสริฐกว่าสัจธรรม
สามัญทั่วไป

พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุข อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
 สามธิดามาร มาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี

...รุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้ ทรงพบว่าชีวิตของคนเรา ได้เวียนว่ายตายเกิดมานานแล้ว
นับชาติไม่ถ้วน ทรงเปล่งอุทานเป็น..ปฐมพุทธภาษิตคาถาว่า

อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ   คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปุปุนํ
คหการก ทิฏโฐสิ ปุน เคหํ น กาหสิ  สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ
วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา

...เราได้เสาะแสวงหามานานแล้วว่า ใครหนอเป็นผู้สร้างเรือน (คืออัตตภาพของเรานี้ )แต่ไม่พบ จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่
สังสารวัฏนับชาติไม่ถ้วน การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์นี่แน่ะ นายช่างผู้สร้างเรือน บัดนี้เราได้เห็นแจ้าแล้ว เจ้าจะสร้างเรือนให้กับเรา
อีกไม่ได้ เพราะซี่โครงของเจ้า เราก็ได้หักหมด ศีรษะของเจ้า เราก็ได้ทำลายแล้วจิตของเราได้เข้าถึงวิสังขาร ไม่มีอะไรปรุงง
แต่งได้อีกต่อไป เพราะได้เข้าถึงความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว

...การตรัสรู้ เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกว่า สิ่งสำคัญที่เป็นจุดมุ่งหมายและผลสำเร็จแห่งความเพียรพยายาม รวมทั้งการใช้
สติปัญญาของพระพุทธเจ้า ได้บรรลุถึงความดีงามเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ พระธรรมคำสอนเป็นดุจแสงสว่าง ส่องนำทางการดำเนินชีวิต
ให้พ้นจากความทุกข์มืดมน ไปสู่ความสงบสุขร่มเย็น

 

 
 
 พระมหากัสสปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว
  วันปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

...หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจโปรดผู้ควรแนะนำสั่งสอนให้บรรลุมรรคผลจนนับไม่ถ้วนเป็นระยะเวลา
๔๕ ปี และเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อวันอังคารขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาววโนทยาน ของมัลละกษัตริย์เมืองกุสินารา
แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ)อุตตรประเทศ ในอินเดีย สิริรวมพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา

...ณ ร่มไม้รัง (ต้นสาละ) คู่ ในสาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี
วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป) การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
ก็ถือเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเพราะชาวพุทธทั่วโลกได้สูญเสียดวงประทีปของโลก เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และครั้ง
สำคัญชาวพุทธทั่วไปมีความเศร้าสลดเสียใจและอาลัยสุดจะพรรณนา อันมีประวัติว่าเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมา
เป็นเวลานานถึง ๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่าง
นั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖ พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้าน
นายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จ
ไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีนั้น ได้มีปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อสุภัททะขอเข้าเฝ้า และ
ได้อุปสมบทเป็นพระพุทธสาวกองค์สุดท้าย เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน
และประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน ๖ นั้น
 

พระพุทธเจ้านิพพานในเวลาสุดท้ายของคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ที่ออกดอกบานสะพรั่ง

...นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับ
เวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖  วันวิสาขบูชา จึงนับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน
เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ ที่มีต่อปวงมนุษย์และสรรพสัตว์อันหาที่สุดมิได้
...การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา จุดมุ่งหมายในการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา เพื่อรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณพระปัญญาคุณ
และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่า
อัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติ
ปฏิบัติ

พระมหากัสสปถวายบังคมพระพุทธศพ
เพลิงสวรรค์ก็บันดาลลุกโชติช่วง

...การปรินิพพาน คือการเตือนจิตสำนึก ของความไม่ประมาท สิ่งทั้งหลายมีความไม่เที่ยงแท้ไม่คงทน และมีความเปลี่ยน
แปลงเป็นไปตามเหตุปัจจัยตลอดเวลา เพราะชีวิตนั้นจะสิ้นสุดลงด้วยความตาย สิ่งที่มีการเกิดย่อมมีการดับในที่สุด ไม่มีอะไร
ยับยั้งต้านทาน พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ตอนหนึ่งว่า

" วินัยที่เราได้บัญญัติแก่ท่านทั้งหลายก็ดี ธรรมที่เราได้แสดงแล้วแก่ท่านก็ดีเมื่อเราล่วงลับไปธรรมและวินัยนั้นๆ จักเป็นศาสดา
ของท่านทั้งหลาย "

 
 

 
 
 
 
  ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย
...วันวิสาขบูชานี้ ปรากฏตามหลักฐานว่า ได้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มา
จากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬาร
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่

...สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมากเพราะพระสงฆ์ชาวลังกา
ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

  ...ส่วนชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ
สามเณรบริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่ คนพิการ บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์
๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุ ยืนยาวต่อไป "

...ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เข้าครอบงำประชาชน
คนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา จึงไม่ปรากฎหลักฐานว่า ได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา จนมา
ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงดำริกับ สมเด็จพระ-
สังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟู การประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ โดย สมเด็จพระ-
สังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรกในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้จัดทำ
ตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุ และอยู่
เย็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากัน

...ฉะนั้น การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระ-
พุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
...การจัดงานเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชาที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกยุคทุกสมัย คงได้แก่การจัดงานเฉลิมฉลอง วันวิสาขบูชา
พ.ศ.๒๕๐๐ ซึ่งทางราชการเรียกว่างาน " ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ " ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๘ พฤษภาคม รวม ๗ วัน ได้จัดงาน
ส่วนใหญ่ขึ้นที่ท้องสนามหลวง ส่วนสถานที่ราชการ และวัดอารามต่างๆ ประดับธงทิวและโคมไฟสว่างไสวไปทั่วพระ ราช
อาณาจักร ประชาชนถือศีล ๕ หรือศีล ๘ ตามศรัทธาตลอดเวลา ๗ วัน มีการอุปสมบทพระภิกษุสงฆ์รวม ๒,๕๐๐ รูป ประชาชน
งดการฆ่าสัตว์ และงดการดื่มสุรา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ พฤษภาคม รวม ๓ วัน มีการก่อสร้าง พุทธมณฑล จัดภัตตาหาร เลี้ยง
พระภิกษุสงฆ์วันละ ๒,๕๐๐ รูป ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่ประชาชน วันละ ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นเวลา ๓ วัน ออกกฎหมาย สงวน
สัตว์ป่าในบริเวณนั้น รวมถึงการฆ่าสัตว์ และจับสัตว์ในบริเวณวัด และหน้าวัดด้วย และได้มีการปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ อย่างพร้อม
เพรียงกัน เป็นกรณีพิเศษ ในวันวิสาขบูชาปีนั้นด้วย
 

 
 
 
 
  ธรรมเนียมการปฏิบัติในวันวิสาขบูชา

... เมื่อวันวิสาขบูชาเวียนมาถึงในรอบปี พุทธศาสนาชนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต (พระสงฆ์ สามเณร) หรือ ฆราวาส
(ผู้ครองเรือน) ทั่วไป จะร่วมกันประกอบพิธีเป็นการพิเศษทำการสักการบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณา พระปัญญาคุณ และ
พระวิสุทธิคุณ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงประทีปโลก เมื่อวันวิสาขบูชา ซึ่งตรงในวันเดียวกัน ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งใน
รอบปี คือ เวียนมาบรรจบในวันเพ็ญวิสาขบูชา กลางเดือน ๖ ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของไทยเรา ชาวพุทธ
ทั่วโลกจึงประกอบพิธีสักการบูชา การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา แบ่งออกเป็น ๓ พิธี คือ 
         ๑.พิธีหลวง (พระราชพิธี) 
         ๒.พิธีราษฎร์ (พิธีของประชาชนทั่วไป) 
         ๓.พิธีของพระสงฆ์ (คือพิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจเนื่องในวันสำคัญวันนี้) 

...การประกอบพิธีและบทสวดมนต์ในวันวิสาขบูชา ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการประกอบพิธีในวันมาฆบูชา 

         ๑. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
         ๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
         ๓. ไปเวียนเทียน ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
         ๔. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา
         ๕. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ
 
 

 
 
 
 
    " วันสำคัญของโลก " ( VISAK DAY )

ภูมิหลัง
...ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งมี
ผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย
เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ตกลงกันที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติประกาศวัน วิสาขบูชา
ให้เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ
...ในการเยือนของประเทศต่างๆ ในอินโดจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ในปี ๒๕๔๒ ก็ได้มีการ
หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ และได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ได้ด้วยดี

  ...คณะทูตถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กได้จัดเตรียมร่างข้อมติ และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประเทศ
ต่าง ๆ เพื่อให้มีการรับรองข้อมติเรื่องการประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ
สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔

...โดยที่สหประชาชาติประกาศวันหยุดเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และจะเป็นปัญหาในเรื่องงบประมาณและการบริหารแก่
สหประชาชาติ หากประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด ศรีลังกาจึงได้ตัดสินใจที่จะเสนอร่างข้อมติ ขอให้วันวิสาขบูชาเป็นวัน
สำคัญสากลที่สหประชาชาติ ทั้งที่สำนักงานใหญ่ และสำนักงานต่าง ๆ แทนการเสนอให้เป็นวันหยุดซึ่ง ออท. ผู้แทนถาวร
ประเทศต่าง ๆ รวม ๑๖ ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฐาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ปากีสถาน
ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สเปน อินเดีย ไทย และยูเครน ได้ร่วมลงนามในหนังสือถึงประธานสมัชชาฯ เพื่อให้นำเรื่องวันวิสาขบูชา
เข้าเป็นระเบียบวาระการประชุมของสมัชชาฯ

...ต่อมาเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ General Committee ของสมัชชาฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดย ออท.ผู้แทน ถาวร
ศรีลังกาได้กล่าวถ้อยแถลงสนับสนุนหนังสือร้องขอให้ที่ประชุมบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชา
เต็มคณะ ออท.ผู้แทนถาวรไทย อินเดีย สเปน บังคลาเทศ ปากีสถาน ไซปรัส ลาว และภูฐาน ได้กล่าวถ้อย แถลงสนับสนุน ซึ่ง
ที่ประชุม General Committee ได้มีมติให้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาเต็มคณะ

ปัจจุบัน
เมื่อ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔ ได้พิจารณาระเบียบวาระที่ ๑๗๔
International recognition of the Day of Visak โดยการเสนอของศรีลังกา

...ในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯ ได้เชิญผู้แทนศรีลังกาขึ้นกล่าวนำเสนอร่างข้อมติ และเชิญผู้แทนไทย สิงคโปร์
บังคลาเทศ ภูฐาน สเปน พม่า เนปาล ปากีสถาน อินเดียขึ้นกล่าวถ้อยแถลง สรุปความว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของ
พุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้
มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของ สหประชาชาติ
จึงขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติ

 

 
 
 
  กิ จ ก ร ร ม ใน วั น วิ ส า ข บู ช า

 ๑. ทำบุญใส่บาตรกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล 
 ๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา 
 ๓. ไปเวียนเทียน ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา 
 ๔. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา 
 ๕. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ

...ทางราชการประกาศชักชวนให้ประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ทั้งเอกชน และราชการประดับตกแต่งอาคารสถานที่ด้วย
ธงชาติ ธงเสมาธรรมจักร จุดประทีบโคมไฟ แต่โดยทางปฎิบัติแล้ว ใช้หลอดไฟประดับหลาก สี ในวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือน ๖

...พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จประกอบพระราชกุศล ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงบาตร
ในตอนเช้า ในตอนเย็น ทรงนำเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ และสดับพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถ พร้อมทั้งถวายไทยธรรม

...จัดงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาเป็นประจำทุกปี แต่ละปีมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาหลากหลายหน่วยงาน ทั้งทางราชการ
และเอกชนทั้งฝ่ายบรรพชิต และคฤหัสถ์ ร่วมกันจัดงานอันยิ่งใหญ่สร้างความศรัทธาให้แก่พุทธศาสนิกชนบำเพ็ญกุศล การทำบุญ
ตักบาตร ให้ทานรักษาศีลฟังธรรม สนทนาธรรม เวียนเทียน เจริญภาวนา

 

 

 

ชื่อ :
 
เบอร์โทร :
 
ข้อความ  :

รหัสของท่าน
ใส่ตัวอักษร ให้ถูกต้อง :

 
กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น

1. การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. การโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด
5. การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม
6. เนื้อหาและความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก

Webmaster ขอสงวนสิทธิ์ในการลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น  โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ


 

โรงเรียนพิบูลมังสาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี
29/3 ถนนเทศบาล 2  ตำบลพิบูล  อำเภอพิบูลมังสาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี 34110 
โทร. 045-441008, 045-441028 โทรสาร. 045-441008
**********************************************************************************************************
Created By Phibun Information System. PhibunMungsahan School.


[ ปิดหน้าต่างนี้ ]